LINE PROMOTE_728x90.jpg

สาระน่ารู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ Cruelty-Free


“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” (Fine Feather make Fine Birds) แอดมินเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยิน หรือคุ้นเคยกับสำนวนนี้มาบ้างนะคะ แม้ว่าจะฟังดูโบราณ แต่ทุกวันนี้ก็ยังพิสูจน์ได้ว่า เรื่องของความงามกับคนเรานั้นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ และตัวช่วยที่จะเสริมรูปโฉมของเราให้งดงามได้ก็คือ “เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว” นั่นเอง แต่ในยุคที่เครื่องสำอางเป็นมากกว่าสิ่งประทินผิวและกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ใหญ่ ผู้บริโภคอย่างเราจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเลือกสรร?


นอกจากคุณภาพ ความคุ้มค่า แพคเกจจิ้ง สีสัน หรือ ความอินเทรนด์ การเลือกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้วยหลักการคำนึงถึงความถูกต้องทั้งศีลธรรมและจริยธรรม ยังเป็นปัจจัยสำคัญของกลุ่มผู้บริโภคที่เริ่มหันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการใช้สัตว์เป็นเครื่องทดลองผลิตภัณฑ์ที่บ่อยครั้งมีการกระทำที่ทารุณและเบียดเบียนชีวิตสัตว์เหล่านี้อย่างมาก


แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้อยู่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของการทารุณเหล่าเพื่อนร่วมโลกของเรา? สำหรับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม เรามักเห็นสัญลักษณ์รูป “กระต่าย” บนฉลากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางชนิดพร้อมกับข้อความ “Cruelty-Free” สัญลักษณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่จะมีที่มาอย่างไรครั้งนี้แอดมินจะมาไขความกระจ่างสัญลักษณ์นี้ให้เพื่อนๆ รู้กัน เลื่อนอ่านต่อได้เลยค่า


People say “Fine feather make fine birds”. You might feel familiar with this proverb. Though it sounds outdated, it can’t be denied that beauty and humans are inseparable. “Cosmetic and skincare products” are the items that keep us looking gorgeous. These days, cosmetics are far more than just skincare products, and the beauty industry has grown extremely huge. So, what should be the criteria that we need to consider when choosing beauty products


Apart from quality, value, packaging, color, or product trends, other factors that consumers nowadays increasingly take into account are morals and ethics due to the rise of environmental concerns, especially the issue of cosmetic testing on animals. Such intrinsic evil at times causes great pain and suffering to those experimental animals.


But how do we know that cosmetic or beauty products we use are cruelty-free? For most beauty and personal care products, you can simply look for the “Bunny” logo or the “Cruelty-Free” message displayed onthe package which is directly related to the animal-testing issues. But where do the logos come from? Dig into the origin of these logos with us.

>>ช็อปสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม<<

>>Shop Beauty & Personal Care Products<<


เรื่องราวของกระต่ายน้อยกับสัญลักษณ์ Cruelty-Free

The story of the little bunny and “Cruelty-Free” Logo

เพื่อนๆ เคยสังเกตไหมคะว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางยี่ห้อในท้องตลาดจะมีสัญลักษณ์เจ้ากระต่ายตัวน้อยอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของแพคเกจจิ้ง หรือตรงรายชื่อส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นั้นๆ พร้อมข้อความ “Not Tested in Animal” หรือ “Cruelty-Free” ซึ่งบ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่ผ่านการทดลองกับสัตว์ หากเห็นแค่นี้เพื่อนๆ ก็อาจพออุ่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่จะไม่ผ่านการทดลองกับสัตว์ในทุกขั้นตอนการผลิต แต่คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า “ทำไมถึงต้องเป็นกระต่ายด้วยล่ะ”


แน่นอนว่ากว่าเครื่องสำอางสีสันสวยสดหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะมาสู่ถึงมือผู้บริโภค หลายบริษัทมักเลือกใช้สัตว์ทดลอง (Animal Testing) เช่น กระต่าย, หนูบ้าน, หนูแฮมสเตอร์ หนูตะเภา ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดเล็กมาทดลองสูตรและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งมีหลายขั้นตอนที่ทารุณกรรมต่อสัตว์เหล่านี้อย่างมาก ตั้งแต่


1. การทดสอบการระคายเคืองผิว (Skin Irritation Test)