LINE PROMOTE_728x90.jpg

เคาะรัง! “น้ำผึ้ง” ให้ประโยชน์มากกว่าความหอมหวาน

หากกล่าวถึงอาหารกินง่ายได้ประโยชน์ ดัดแปลงได้หลายเมนู หรือจะ Add Up ให้มื้ออาหารมีคุณประโยชน์เพิ่มขึ้น บอกเลยค่ะว่าแอดมินเป็นต้องนึกถึง “น้ำผึ้ง” ของดีคู่คนไทย ราคาเป็นมิตรมาเป็นอันดับแรก! ไม่รอช้า มาทำความรู้จัก และล้วงลึกถึงคุณประโยชน์ แหล่งที่มาของน้ำผึ้ง ประโยชน์และสรรพคุณ รวมไปถึง คำแนะนำในการรับประทาน พร้อมแล้วตามมาเลยค่า :)

>>ช็อปน้ำผึ้งจากธรรมชาติ<<


น้ำผึ้งมาจากไหน?


หลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดีกับ “น้ำผึ้ง” โดดเด่นด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ หอม หวาน ประกอบกับอาหารคาวหวานอย่างไรก็รสชาติเยี่ยม แต่รู้ไหมคะว่าต้นกำเนิดของ “น้ำผึ้ง” มาจากที่ใด สำหรับจุดเริ่มต้นของน้ำผึ้งนั้น มาจากการที่ “ผึ้งงาน” ดูดน้ำหวานจากดอกไม้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของน้ำตาลทราย Sucrose ซึ่งเมื่อน้ำหวานตัวนี้ผ่านลำคอของผึ้ง จะถูกน้ำย่อย (Enzyme Invertase) ในน้ำลายผึ้ง แปรสภาพเป็นน้ำตาลแปร (Invert Sugar) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ น้ำตาลองุ่น (dextrose) และฟรักโทส (Fructose) จากนั้นจึงนำไปเก็บในถุงเก็บน้ำหวานภายในรังผึ้ง เพื่อใช้เป็นอาหารของผึ้งในรังและตัวอ่อนผึ้งนั่นเอง สำหรับน้ำตาลแปร (Invert Sugar) จะเป็นน้ำตาลที่ไม่ตกผลึก จึงเป็นสาเหตุที่เรานั้นไม่ค่อยเห็นน้ำผึ้งตกผลึกเมื่อซื้อมาแรก ๆ แต่หากเก็บไว้เกินระยะเวลา 3 เดือนเป็นต้นไป น้ำผึ้งแท้ก็จะมีการแปรสภาพตกผลึกเพียงเล็กน้อยนั่นเอง

น้ำผึ้งมีกี่ประเภท?


สำหรับเพื่อน ๆ ที่สงสัยว่าน้ำผึ้งมีกี่ประเภท เพราะเราเห็นกันตามท้องตลาดมากมายเหลือเกิน วันนี้แอดมินจัดมาให้แล้วค่ะ เผื่อใครสนใจอยากเลือกซื้อจะได้ตรงใจตามความต้องการ สำหรับน้ำผึ้งแท้ๆ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1. น้ำผึ้งหัวคอน : น้ำผึ้งประเภทนี้ได้มาจากการเลี้ยงด้วยน้ำตาลทราย หรือน้ำผึ้งในช่วงฤดูกาลที่ไม่มีดอกไม้ เนื่องจากตามธรรมชาติของผึ้ง จะดำรงชีวิตด้วยการกินน้ำหวานจากดอกไม้เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อถึงช่วงฤดูที่ไม่มีดอกไม้ ผู้เลี้ยงหรือเกษตรกรจึงต้องรักษาชีวิตผึ้งด้วยการให้อาหารเทียม หรือเรียกว่า “น้ำตาลผสมเกสรผึ้ง” และ “นมถั่วเหลือง” เพื่อให้ผึ้งสามารถดำรงชีวิตและผลิตน้ำผึ้งออกมาได้


2. น้ำผึ้งจากน้ำหวานดอกไม้ ผ่านความร้อน : สำหรับน้ำผึ้งประเภทนี้จะเป็นน้ำผึ้งที่จัดจำหน่ายทั่วไปอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน กล่าวคือเป็นน้ำผึ้งเชิงพาณิชย์ โดยเกษตรกรที่เลี้ยงผึ้งจะใช้แผ่นรังเทียม หรือไขผึ้งแผ่นเรียบใส่ไว้ในกล่องไม้ พร้อมใส่นางพญาผึ้งเพื่อเตรียมผลิตน้ำผึ้งทิ้งไว้ จากนั้นนางพญาผึ้งจะเริ่มทำงานด้วยการดึงหลอดรวงในระยะเวลา 1 คืน โดยจะเก็บน้ำหวานจากดอกไม้เข้ามาใส่หลอดรวงประมาณ 29-33% หลังจากนั้นจึงนำน้ำผึ้งที่ได้ ไประเหยความชื้น ด้วยความร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียสและนำไปทำผลิตภัณฑ์เพื่อรับประทานต่อไป


3. น้ำผึ้งจากน้ำหวานของดอกไม้ แต่ไม่ผ่านความร้อน : หากกล่าวถึงน้ำผึ้งชนิดนี้ จะมีวิธีการเก็บเหมือนกันกับวิธีการที่ผ่านความร้อน แต่มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยโดยจะให้เวลาการระเหยของน้ำผึ้งมีระยะเวลายาวนานขึ้น โดยตัวผึ้งเองจะเก็บน้ำหวานจากดอกไม้มาเก็บไว้ในรวงเวลาประมาณ 8-10 วัน ซึ่งมีข้อดีคือความชื้นต่ำ สามารถเก็บรักษาได้ยาวนานหลายสิบปี ต่างจากน้ำผึ้งประเภทอื่นๆ เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณที่มีดีมากกว่ารสชาติสุดหอมหวาน

หลังจากทราบที่มาของน้ำผึ้งกันไปแล้ว มาทางด้านประโยชน์และสรรพคุณของ “น้ำผึ้ง” กันบ้างนะคะ สำหรับ “น้ำผึ้ง” จะมีส่วนประกอบหลัก คือ 80% น้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรักโทส 20% น้ำ แร่ธาตุ วิตามิน ดังนั้น ประโยชน์ต่าง ๆ รวมไปถึงสรรพคุณจึงสามารถแบ่งได้ดังนี้


1. บรรเทาและสามารถแก้อาการไอ เจ็บคอ : เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าหากเจ็บคอ สามารถนำน้ำผึ้งมาผสมกับมะนาวและดื่มแก้เจ็บคอได้ ซึ่งจากคำบอกเล่าดังกล่าวมีผลการวิจัยมายืนยันโดย “น้ำผึ้ง” มีสรรพคุณเทียบเท่ากับยาแก้ไอเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ซึ่งสามารถบรรเทาอาการไอและแก้อาการเจ็บคอได้ในทุกช่วงอายุ โดยจะเห็นผลดีที่สุดในเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป อีกทั้งด้วยรสหวานของน้ำผึ้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการหลั่งน้ำลายออกมามากขึ้น ส่งผลให้รู้สึกชุ่มคอ บรรเทาอาการไอและเจ็บคอได้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของการนำน้ำผึ้งไปเป็นส่วนผสมหลักของยาแก้เจ็บคอหรือยาแก้ไอในหลาย ๆ ยี่ห้อนั่นเอง


2. สรรพคุณในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร : หนึ่งในสรรพคุณของน้ำผึ้งที่หลายคนไม่ทราบ คือ “น้ำผึ้ง” มีฤทธิ์ในการสมานแผลทั้งภายในและภายนอก อีกทั้งยังลดอาการอักเสบได้ทุกชนิด ดังนั้น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่เป็นโรคกระเพาะหรือมีแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยลดอาการติดเชื้อโรคและแบคทีเรียในกระเพาะอาหารอีกด้วย


3. ยาดีท็อกซ์ร่างกายชั้นยอด : สำหรับใครที่อยากชำระล้างร่างกายภายในแบบหาวัตถุดิบง่ายใกล้บ้าน ขอแนะนำ “น้ำผึ้ง” เลยค่ะ เนื่อ