LINE PROMOTE_728x90.jpg

มาทำความรู้จักกับ “วันแพนเค้ก” กันเถอะ

“แพนเค้ก” เค้กลักษณะกลมแบนทำจากแป้งผสมกับไข่ นมและเนย ถือเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของชาวตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอเมริกันที่มักเสิร์ฟแพนเค้กร้อนๆ เคียงคู่กับน้ำเชื่อมและผลไม้สดเพื่อทานเป็นของหวานหรือใช้รังสรรค์เป็นเมนูของคาวด้วยการจับคู่กับเบคอนทอดและไส้กรอก หืม…ฟังดูแล้วก็อร่อยล้ำไม่แพ้กันเลยนะคะ เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้แพนเค้กครองใจนักชิมหลายคนคือจุดเด่นที่มีลักษณะรูปร่างแบน เนื้อนุ่มฟูและสีสันน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้ม และยังให้คุณค่าทางโภชนาการ จึงเหมาะกับทานเป็นมื้อเช้าเติมพลัง แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่คะว่าบนโลกของเราใบนี้มีวันพิเศษสำหรับ “แพนเค้ก” โดยเฉพาะด้วย! ว่าแต่จะมีที่มาอย่างไร มาไขข้อสงสัยไปพร้อมกับแอดมินเลยค่ะ!

>>ช็อปวัตถุดิบเมนูแพนเค้กไข่เบเนดิกต์<<


จุดกำเนิดแพนเค้ก

แม้ว่าจะมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า มนุษย์ยุคหินเริ่มรู้จักวิธีนำวัตถุดิบที่หาได้ในขณะนั้นอย่างพืชตระกูลเฟิร์นมาบดผสมเข้ากับน้ำเพื่อใช้ทำเค้กแบน (flat cake) ด้วยวิธีการง่ายๆ มาตั้งแต่ 30,000 ปีก่อน แต่สูตรแพนเค้กหน้าตาคล้ายกับยุคปัจจุบันนั้นถือกำเนิดจากชาวกรีกโบราณ มีส่วนผสมจากแป้ง น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง และเรียกเค้กชนิดนี้ว่า “tēganitēs” (แปลว่า กระทะสำหรับทอด) ต่อมาชาวโรมันโบราณจึงพัฒนาสูตรแพนเค้กของชาวกรีกและเรียกว่า “Alita Dolcia” (แปลว่า อาหารรสหวาน) ภายหลังสูตรแพนเค้กของชาวกรีก-โรมันจึงกลายเป็นรากฐานของการทำแพนเค้กในยุโรป และมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของผู้คน แม้กระทั่ง วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) กวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษชื่อก้องโลกยังกล่าวถึงแพนเค้กในบทประพันธ์ ปี ค.ศ. 1623 ชื่อ All’s Well that Ends Well อีกด้วย แพนเค้กเริ่มแพร่หลายในสังคมอเมริกันช่วงศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะแพร่หลายทั่วโลก และปัจจุบันแพนเค้กยังคงนิยมทานเป็นอาหารเช้าหรือเป็นของทานเล่นแสนอร่อยเสมอมาค่ะ


แพนเค้กอเมริกันและแพนเค้กยุโรป

แพนเค้กลักษณะทรงกลม เนื้อแป้งหนาฟูและวางเรียงซ้อนเป็นชั้นๆ อาจเป็นภาพจำของแพนเค้กสไตล์อเมริกันที่หลายคนต่างคุ้นเคยใช่ไหมคะ อย่างไรก็ตาม กว่าแพนเค้กจะกลายเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของชาวอเมริกัน ชาวยุโรปที่เริ่มต้นทานแพนเค้กมาตั้งแต่สมัยโบราณก็มีสูตรทำแพนเค้กหลากหลายแบบ เช่นที่ประเทศสโลวีเนียแพนเค้กชนิด “พาลาทชินเกน” (palatschinke) จะมีลักษณะคล้ายกับแพนเค้กยุคโบราณมากที่สุดส่วนประเทศฝรั่งเศส แพนเค้กจะนิยมเสิร์ฟแบบม้วน สอดไส้และตกแต่งด้วยเครื่องเคียง ซึ่งจะรู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ “เครป” (crêpe) นั่นเอง ขณะที่แพนเค้กแบบอเมริกันจะนิยมใส่สารทำให้เนื้อเค้กขึ้นฟู อเมริกันแพนเค้กจึงมีความหนานุ่มฟูกว่าค่ะ


ไขข้อสงสัยทำไมถึงเรียกว่า “วันแพนเค้ก” ?

หลายคนอาจสงสัยว่า เสน่ห์ของแพนเค้กนั้นสามารถทำให้ใครต่อใครหลงใหลได้จนถึงขนาดมีวันที่เรียกว่า “วันแพนเค้ก” (Pancake Day) เลยหรือนี่? แต่ที่จริงแล้ว วันแพนเค้กนั้นชื่อเรียกเป็นทางการว่า “วันอังคารก่อนถือศีลอด” (Shrove Tuesday) ซึ่งเป็นหนึ่งในวันสำคัญทางศาสนาของชาวคริสต์ค่ะ โดยจะฉลองก่อนวันพุธรับเถ้า (Ash Wednesday) ที่เป็นวันแรกของ “เทศกาลมหาพรต” (Lent) ชาวคริสต์จะปฏิบัติตนด้วยการอธิษฐาน บริจาคสิ่งของ อดอาหาร ตลอดจนการไม่ฟุ่มเฟือย เป็นเวลาราว 47 วันจนถึงวัน “อีสเตอร์” (Easter Day) เพื่อรำลึกถึงพระทรมาณของพระเยซู (Passion of Jesus) และ การคืนพระชนม์ของพระเยซู (Resurrection of Jesus)


ในสหราชอาณาจักร วันอังคารก่อนถือศีลอดเป็นประเพณีที่อยู่คู่สังคมมายาวนาน โดยชาวอังกฤษเกือบทุกครัวเรือนจะทำแพนเค้กที่บ้าน และบางเมืองยังมีกิจกรรมแข่งขันทำแพนเค้กเพื่อสร้างความสนุกสนานและเสริมความสามัคคีในชุมชน ส่วนเหตุผลทำให้แพนเค้กเป็นอาหารประจำวันสำคัญนี้ เพราะตามความเชื่อ ชาวคริสต์จะงดทานอาหารไขมันสูง เช่น นม เนย ไข่ ไขมัน เป็นต้น ในช่วงถือศีลอด แพนเค้กที่มีไขมันสูงและใช้ส่วนผสมเรียบง่ายจึงได้รับความนิยมอย่างมากและถูกนำมาใช้เรียกเป็นอีกชื่อหนึ่งของวันสำคัญนี้ค่ะ นอกจากในสหราชอาณาจักร การเฉลิมฉลองวันอังคารก่อนถือศีลอด ยังสามารถพบเจอได้ที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา (ในรัฐนิวออร์ลีนส์) แคนนาดา ออสเตรเลีย อิตาลี และฝรั่งเศส โดยบางที่จะใช้ชื่อว่าเทศกาล “Mardi Gras” (Fat Tuesday) ซึ่งมีความหมายคล้ายคลึงกับวันแพนเค้กของชาวอังกฤษ