LINE PROMOTE_728x90.jpg

สาระน่ารู้คู่ แคร์รอต ผักสีส้มอุดมประโยชน์

แอดมินเชื่อว่าเพื่อนๆ คงเคยได้ยินชื่อเสียงของผักสีส้มสดอย่าง “แคร์รอต” มาก่อนนะคะ เหตุผลทำให้แคร์รอตเป็นหนึ่งในผักที่ควรค่าแก่การทานอย่างยิ่ง เป็นเพราะว่าแคร์รอตหนึ่งหัวนั้น อุดมด้วยคุณประโยชน์มากมาย จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผักคู่ครัวที่มีความโดดเด่นทางโภชนาการไม่แพ้ “ซูเปอร์ฟู้ด” อื่นๆ เลยทีเดียวค่ะ ได้ฟังแค่นี้ก็เริ่มสนใจเจ้าผักสีส้มชนิดนี้กันแล้วใช่ไหมคะ? วันนี้แอดมินจะขอสวมบทบาทเป็นกูรูแคร์รอตสุดแซ่บที่จะมาแชร์สาระน่ารู้คู่แคร์รอต สุดยอดผักสีส้มจอมพลังชนิดนี้ พร้อมเคล็ดลับเลือกซื้อแคร์รอตให้เพื่อนๆ ด้วยนะคะ ถ้าอยากรู้แล้วก็ตามมาเลย


>>ช็อปผักและผลไม้สดใหม่<<


ทำไมแคร์รอตถึงมีสีส้ม?


ตามหลักจิตวิทยาของสี สีส้มขึ้นชื่อว่าเป็นสีที่ทำให้ผู้มองรู้สึกสดชื่น อบอุ่น และยังกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารหรือความกระตือรือร้นค่ะ ในบรรดาผักและผลไม้ “แคร์รอต” เป็นผักที่มีสีส้มสวยสดมากที่สุดชนิดหนึ่ง กระทั่งมีการกำหนดเฉดสีที่ชื่อว่าสีส้มแคร์รอตขึ้นมา แต่อันที่จริงแล้ว แคร์รอตไม่ได้มีสีส้มมาตั้งแต่เริ่ม แคร์รอตมีทั้งสีขาว สีเหลือง สีแดง สีมาเจนตา และสีม่วงอมแดง จากการสันนิษฐาน เชื่อว่าแคร์รอตมีสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนในช่วงแรก กระทั่งมนุษย์รู้จักการเพาะปลูกและพัฒนาผสมสายพันธุ์แคร์รอตเป็นเวลาหลายพันปีค่ะ ดังนั้นสีส้มของแคร์รอตที่เรามักเห็นในปัจจุบันจึงมาจากการเปลี่ยนแปลงและการผสมผสานข้ามสายพันธุ์จนเกิดเป็นสีส้มสดนั่นเอง ถ้าให้เจาะลึกลงกว่านั้น สีส้มของแคร์รอตมาจาก “เบต้า แคโรทีน” (Beta Carotene) ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งมีส่วนทำให้ผักและผลไม้มีสีส้ม สีแดงเข้ม และสีเหลืองค่ะ นอกจากแคร์รอตแล้ว เบต้า แคโรทีนยังพบได้ใน ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน มะละกอสุก แตงโม มะม่วงสุก แคนตาลูปสีส้ม เป็นต้น ความสำคัญของสีส้มแคร์รอตนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามอย่างเดียวนะคะ แต่ยังมีประโยชน์ดีๆ มากมายอัดแน่นอยู่ด้วย




ช่วยในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

เพราะวิตามินบี 6 วิตามินซี แร่ธาตุ ตลอดจนสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารเบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) และ ฟอลคารินอล (falcarinol) จะช่วยช่วยในเรื่องการชะลอความเสื่อมของเซลล์ และช่วยในเรื่องการลดความเสี่ยงก่อโรคมะเร็งบางชนิด ตลอดจนโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันอีกด้วย


มีส่วนช่วยในเรื่องการมองเห็น


เพราะเบต้าแคโรทีนในแคร์รอตเป็นสารตั้งต้นของโปรวิตามินเอ (Pro-Vitamin A) สามารถเปลี่ยนเป็นรูปของเรตินอล (Retinol) ได้ที่เยื่อบุผนังลำไส้และตับ วิตามินที่ละลายในไขมันได้ชนิดนี้จะช่วยในเรื่องของการเสริมประสิทธิภาพและถนอมเนื้อเยื่อตาชั้นในหรือที่เรียกว่า “เรตินา” (Retina) นั่นเองค่ะ


แคร์รอตยังขึ้นชื่อว่าเป็นผักบำรุงผิวสวย มีผลวิจัยเผยว่า แคร์รอตมีส่วนช่วยทำให้ค่ากรด-ด่าง (pH Balance) บนผิวมีความสมดุล อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสียูวี (UV) และทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งค่ะ เรียกว่าทานแคร์รอตเป็นประจำจะช่วยทั้งเรื่องสุขภาพและความงามเลยค่ะ




วิธีการเลือกแคร์รอตสดใหม่มีคุณภาพ


ปัจจุบัน แคร์รอตถือว่าเป็นผักคู่ครัวของคนไทยและสามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย แต่อาหารที่ประกอบจากแคร์รอตจะมีรสอร่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องความสดใหม่และคุณภาพของแคร์รอตค่ะ เคล็ดไม่ลับที่แอดมินชอบใช้เวลาเลือกซื้อแคร์รอตคือ

  • สังเกตสีสันและลักษณะภายนอกของแคร์รอต แคร์รอตที่สดใหม่และมีคุณภาพดีควรมีสีส้มสด (สม่ำเสมอเท่ากัน) ผิวต้องใสเป็นมันเงาและไม่มีจุดขุ่นขาว

  • แคร์รอตคุณภาพดีจะต้องมีแท่งเรียวสวย นอกจากนั้นควรสังเกตบริเวณขั้วแคร์รอต หากขั้วมีสีน้ำตาลเข้ม นั่นอาจแสดงว่าแคร์รอต ไม่สดใหม่

  • แคร์รอตที่มีแกนกลางเล็กจะมีรสหวานกว่า ขณะที่แคร์รอตแกนกลางใหญ่มีเส้นใยมาก จึงทำให้รสชาติมีความหวานน้อยกว่า

  • ควรเก็บแคร์รอตไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาความสดกรอบของแคร์รอตไว้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น แต่แนะนำว่าไม่ควรเก็บแคร์รอตไว้นานเกินไป เพราะความสดใหม่ ตลอดจนคุณค่าทางสารอาหารอาจจะลดลงไปตามระยะเวลาได้ค่ะ

แคร์รอตเป็นผักที่สามารถทานได้ทั้งแบบสดและแบบปรุงสุก อย่างไรก็ตาม การนำแคร์รอตไปผ่านความร้อน เช่น ผัด ต้ม ทอด นึ่ง จะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมเบต้า แคโรทีนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะแคร์รอตมีผนังเซลล์ที่ค่อนข้างแข็ง การนำมาผ่านความร้อนจึงช่วยละลายผนังเซลล์ของแคร์รอตได้ นอกจากนั้นแอดมินขอแนะนำว่าควรทานแคร์รอตกับอาหารที่มีไขมัน เพราะเบต้า แคโรทีนเป็นสารที่ละลายในไขมันได้ดี ทำให้เพื่อนๆ ได้รับคุณประโยชน์จากแคร์รอตแบบเต็มๆ ค่ะ