LINE PROMOTE_728x90.jpg

สาระน่ารู้คู่ ซูชิ สุดยอดเมนูฮิตแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

หากเอ่ยถึงองค์ประกอบสำคัญของอาหาร นอกเหนือจากรสชาติอร่อย กลิ่นหอมหวล รูปร่างหน้าตาชวนน่ารับประทาน สิ่งสำคัญทำให้อาหารแต่ละชนิดบนโลกใบนี้แตกต่างและมีเสน่ห์คือศาสตร์และศิลป์ในรูปของกรรมวิธีการทำสุดละเมียดละไม ตลอดจนประวัติศาสตร์เรื่องราวต่างๆ ค่ะ อาหารญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในอาหารที่มีคุณสมบัติเหล่านั้นครบถ้วนและยังเป็นที่ยอมรับว่าโดดเด่นอย่างแท้จริง เนื่องด้วยวันที่ 18 มิถุนายนนี้ เป็นวันซูชิสากล แอดมินจะมาพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ “ศาสตร์และศิลป์ของซูชิ” อาหารที่เป็นดั่งตัวแทนของดินแดนอาทิตย์อุทัย พร้อมพกสูตรทำเมนูซูชิเด็ดๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วย มาโลดแล่นไปกับเรื่องราวน่ารู้คู่ครัวกับแอดมินเลยค่า


Important food elements that distinguish each cuisine consist of science and art in a form of elaborate processes as well as the history behind aside from a divine taste, a heavenly fragrance, and a gorgeously inviting appearance. With perfectly complete properties, Japanese food is truly accepted. To celebrate International Sushi Day on 18 July, join us in exploring the science and art of sushi, a traditional type of Japanese food which represents the land of the rising sun. Also, get ready for a free sushi recipe giveaway.



>>ช็อปวัตถุดิบทำซูชิโรลทอด<<

>>Shop Ingredients for Deep-Fried Sushi Rolls<<


5 เกร็ดประวัติศาสตร์น่ารู้ของซูชิที่อาจไม่รู้มาก่อน

5 Historical Facts about Sushi You Didn’t Know

ต้นกำเนิดซูชิญี่ปุ่นมาจากภูมิปัญญาการทำ “ปลาส้ม”

Japanese sushi originated from the wisdom of making “pickled fish”


แม้ซูชิจะอยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่รู้หรือไม่คะว่าจริงๆ แล้วต้นกำเนิดของซูชิไม่ได้เกิดขี้นที่เกาะญี่ปุ่น แต่ไกลออกไปถึงแถบเอเชียอุษาคเนย์ และมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์สนับสนุนอีกว่า ต้นแบบของซูชิอาจมาจากภูมิปัญญาการทำ “ปลาส้ม” หรือ “ปลาร้า” ของผู้คนลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย อันแพร่หลายในประเทศ ลาว พม่า กัมพูชา และไทยมาเป็นเวลานานกว่า 2,000 ปี จากนั้นจึงเผยแพร่ใน

จีนแผ่นดินใหญ่ และญี่ปุ่นโดยเรียกกันว่า “นาเระซูชิ” (Narezushi) ทำจากปลาหมักเกลือและข้าวในถังเป็นระยะเวลายาวนาน 6 เดือน ถึง 3 ปี จนเกิดกลิ่นและรสชาติฉุนรุนแรงมากค่ะ


Though sushi has long been in Japanese culture, did you know it did not originate in Japan but actually in Southeast Asia? In addition, there is historical information supporting the fact that sushi might have originated from the wisdom of making “pickled fish” for people living in the Mekong River Basin. This food preservation method has been widely practiced in several countries including Laos, Myanmar, Cambodia, and Thailand for over 2,000 years. Later it was introduced the Mainland China and Japan where the pickled fish is called “Narezushi” made with fish fermented with salt and rice in wooden barrels from 6 months up to 3 years until yielding that strong taste and smell.


ข้าวไม่ใช่ส่วนจำเป็น

Rice is not the essential part


แต่ดั้งเดิมการทำนาเระซูชิเป็นเพียงวิธีการถนอมอาหารรูปแบบหนึ่งและยังไม่ถือว่าเป็นซูชิแบบปัจจุบัน เพราะชาวญี่ปุ่นจะนิยมทิ้งส่วนที่เป็นข้าวปั้นและทานเฉพาะส่วนที่เป็นปลาหมักเท่านั้น เหตุผลก็คือข้าวถูกใช้เป็นสิ่งทำให้เนื้อปลาหมักยึดเกาะและไม่เสียรูปทรงเท่านั้น และยังช่วยป้องกันไม่ให้แมลงวันมาตอมอีกด้วยค่ะ ด้วยกรรมวิธีที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน นาเระซูชิจึงเป็นอาหารราคาแพงที่สงวนไว้สำหรับผู้มีเงินทองและชนชั้นสูงค่ะ


Initially, the making of Narezushi used to be only a means of food preservation. It was not regarded as a type of sushi as today since the Japanese tend to discard the rice and relish only the picked fish. The reasons are that rice is merely something for the fish to hold on to in order to maintain its shape and also keeps flies away. The complicated yet time-consuming process consequently makes Narezushi high in price and reserved for the rich and the noble.